สูตรปุ๋ยยอดนิยมมีอะไรบ้าง? วิธีอ่านตัวเลขและเลือกใช้ให้เหมาะกับพืช

/
/
สูตรปุ๋ยยอดนิยมมีอะไรบ้าง? วิธีอ่านตัวเลขและเลือกใช้ให้เหมาะกับพืช
พีทมอส (Peat Moss)

เวลาเลือกซื้อปุ๋ย หลายคนอาจคุ้นเคยกับตัวเลขบนกระสอบ เช่น 15-15-15, 16-16-16, 46-0-0 หรือ 8-24-24 แต่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเลขเหล่านี้หมายถึงอะไร สูตรไหนใช้เร่งใบ สูตรไหนใช้บำรุงราก และสูตรไหนเหมาะกับช่วงออกดอกหรือติดผล

สิ่งสำคัญที่ควรรู้คือ ไม่มีสูตรปุ๋ยสูตรใดที่ดีที่สุดสำหรับพืชทุกชนิด เพราะความต้องการธาตุอาหารของพืชแตกต่างกันตามชนิดพืช อายุ ระยะการเจริญเติบโต ผลผลิตที่ต้องการ และปริมาณธาตุอาหารเดิมที่มีอยู่ในดิน

ดังนั้น การเลือกสูตรปุ๋ยที่ถูกต้องไม่ควรดูเพียงว่าสูตรใดได้รับความนิยม แต่ควรพิจารณาว่าพืชต้องการธาตุอะไร ดินมีธาตุอาหารเหลืออยู่เท่าใด และควรใส่ปุ๋ยในปริมาณและช่วงเวลาใดจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด

หัวข้อ

สูตรปุ๋ยคืออะไร?

สูตรปุ๋ยคือตัวเลขสามชุดที่แสดงอยู่บนฉลากหรือกระสอบปุ๋ย เช่น 15-15-15 หรือ 16-8-8 โดยตัวเลขเรียงตามลำดับของธาตุอาหารหลัก ได้แก่

  1. ไนโตรเจน หรือ N
  2. ฟอสฟอรัส หรือ P
  3. โพแทสเซียม หรือ K

ตัวเลขดังกล่าวแสดงเป็นร้อยละโดยน้ำหนักของธาตุอาหารที่รับรองในปุ๋ย โดยฟอสฟอรัสแสดงในรูปฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์ และโพแทสเซียมแสดงในรูปโพแทชที่ละลายน้ำได้ ตามหลักการแสดงสูตรปุ๋ยเคมีของกรมส่งเสริมการเกษตร

ตัวอย่างเช่น ปุ๋ยสูตร 15-15-15 จำนวน 100 กิโลกรัม มีธาตุอาหารตามฉลากดังนี้

  • ไนโตรเจน 15 กิโลกรัม
  • ฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์ 15 กิโลกรัม
  • โพแทชที่ละลายน้ำได้ 15 กิโลกรัม
  • ส่วนที่เหลือเป็นวัสดุพา สารเติมแต่ง หรือองค์ประกอบอื่นของปุ๋ย

ดังนั้น สูตรที่มีตัวเลขสูงกว่าไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะสมกว่าหรือทำให้พืชโตเร็วกว่าทุกกรณี แต่หมายถึงมีความเข้มข้นของธาตุอาหารตามฉลากแตกต่างกัน

หน้าที่ของตัวเลข N-P-K แต่ละตัว

ไนโตรเจน หรือ N

ไนโตรเจนมีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของลำต้นและใบ รวมถึงการสร้างคลอโรฟิลล์ ซึ่งจำเป็นต่อกระบวนการสังเคราะห์แสง พืชที่ได้รับไนโตรเจนไม่เพียงพออาจเจริญเติบโตช้าและมีใบสีซีดหรือเหลืองได้

ปุ๋ยที่มีตัวเลขตัวหน้าสูงจึงมักถูกนำมาใช้ในช่วงที่ต้องการส่งเสริมการเจริญเติบโตทางลำต้นและใบ

อย่างไรก็ตาม หากให้ไนโตรเจนมากเกินไป พืชบางชนิดอาจแตกใบมาก ลำต้นอ่อนแอ หรือชะลอการออกดอกและติดผลได้ จึงควรเลือกใช้ตามความต้องการของพืชจริง

ฟอสฟอรัส หรือ P

ฟอสฟอรัสเกี่ยวข้องกับการเจริญของราก การถ่ายเทพลังงานภายในเซลล์ การตั้งตัวของต้นอ่อน และกระบวนการสร้างดอกและเมล็ด

ปุ๋ยที่มีตัวเลขตรงกลางสูงมักใช้ในระยะเตรียมดิน ช่วงย้ายปลูก หรือระยะที่ต้องการส่งเสริมระบบราก แต่ไม่ได้หมายความว่าการเพิ่มฟอสฟอรัสมาก ๆ จะทำให้รากโตเร็วเสมอไป เพราะหากดินมีฟอสฟอรัสเพียงพออยู่แล้ว การใส่เพิ่มอาจไม่เกิดประโยชน์และเพิ่มต้นทุนโดยไม่จำเป็น

โพแทสเซียม หรือ K

โพแทสเซียมช่วยควบคุมสมดุลน้ำ การเคลื่อนย้ายน้ำตาลและอาหารภายในต้น รวมถึงเกี่ยวข้องกับความแข็งแรงของพืชและคุณภาพของผลผลิต

ปุ๋ยที่มีตัวเลขตัวท้ายสูงจึงมักใช้กับพืชในช่วงสร้างหัว สร้างผล เพิ่มขนาดผล หรือปรับปรุงคุณภาพผลผลิต

อย่างไรก็ตาม ความต้องการโพแทสเซียมแตกต่างกันตามชนิดพืชและปริมาณผลผลิต หากใส่มากเกินไปอาจรบกวนสมดุลของธาตุอาหารชนิดอื่นได้

สูตรเสมอคืออะไร?

สูตรเสมอ คือ สูตรปุ๋ยที่มีตัวเลข N-P-K เท่ากัน เช่น

  • 15-15-15
  • 16-16-16
  • 13-13-13

สูตรเหล่านี้ให้ธาตุอาหารหลักทั้งสามในสัดส่วนเท่ากัน จึงมักนำมาใช้เป็นปุ๋ยบำรุงทั่วไปในกรณีที่พืชต้องการธาตุอาหารหลายด้านพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม คำว่า “สูตรเสมอ” ไม่ได้หมายความว่าเหมาะกับทุกพื้นที่ เพราะดินอาจมีฟอสฟอรัสหรือโพแทสเซียมเพียงพออยู่แล้ว หากใช้สูตรเสมอต่อเนื่อง อาจทำให้ใส่ธาตุบางชนิดเกินความจำเป็น

การเลือกสูตรปุ๋ยตามผลวิเคราะห์ดินจึงมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้สูตรเดียวซ้ำทุกปี กรมวิชาการเกษตรระบุว่าการใช้ปุ๋ยควรสอดคล้องกับสภาพดิน ชนิดพืช ช่วงเวลาที่พืชต้องการ และวิธีใส่ที่ถูกต้อง

สูตรปุ๋ยยอดนิยมและการใช้งานโดยทั่วไป

สูตรต่อไปนี้เป็นสูตรที่พบได้ทั่วไปในท้องตลาด แต่การใช้งานจริงต้องพิจารณาฉลาก ชนิดพืช ผลวิเคราะห์ดิน และคำแนะนำเฉพาะพื้นที่ร่วมด้วย

1. ปุ๋ยสูตร 15-15-15

ปุ๋ยสูตร 15-15-15 เป็นสูตรเสมอที่ให้ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมในสัดส่วนเท่ากัน

เหมาะกับการใช้งานแบบใด?

โดยทั่วไปนิยมใช้เพื่อบำรุงพืชในช่วงเจริญเติบโต หรือใช้กับพืชที่ต้องการธาตุอาหารหลักครบทั้งสามชนิดในสัดส่วนใกล้เคียงกัน เช่น

  • ไม้ผลระยะฟื้นต้น
  • ไม้ประดับ
  • พืชผักบางชนิด
  • ต้นไม้หลังย้ายปลูกและตั้งตัวแล้ว
  • พืชที่ยังไม่เข้าสู่ช่วงเร่งดอกหรือผลเต็มที่

ข้อควรระวัง

ไม่ควรใช้สูตร 15-15-15 เป็นสูตรประจำสำหรับพืชทุกระยะ เพราะในช่วงเร่งใบ ออกดอก หรือติดผล พืชอาจต้องการสัดส่วนธาตุอาหารที่แตกต่างกัน

2. ปุ๋ยสูตร 16-16-16

ปุ๋ยสูตร 16-16-16 มีสัดส่วนธาตุอาหารเท่ากันเช่นเดียวกับ 15-15-15 แต่มีความเข้มข้นของธาตุอาหารสูงกว่าเล็กน้อย

เหมาะกับการใช้งานแบบใด?

มักใช้เป็นปุ๋ยบำรุงทั่วไปสำหรับ

  • ไม้ผล
  • ผัก
  • ไม้ดอกไม้ประดับ
  • พืชสวน
  • พืชที่ต้องการธาตุอาหารครบถ้วนในช่วงเจริญเติบโต

15-15-15 กับ 16-16-16 ต่างกันอย่างไร?

ทั้งสองสูตรมีสัดส่วน N-P-K เท่ากัน แต่สูตร 16-16-16 มีปริมาณธาตุอาหารรับรองสูงกว่าสูตร 15-15-15 เล็กน้อย

การเลือกใช้จึงไม่ควรดูเพียงหมายเลขสูตร แต่ควรคำนวณปริมาณธาตุอาหารที่พืชต้องการและปรับอัตราการใช้ให้เหมาะสม ไม่ควรใส่ในปริมาณเท่ากันโดยอัตโนมัติ

3. ปุ๋ยสูตร 25-7-7

ปุ๋ยสูตร 25-7-7 มีไนโตรเจนสูงกว่าฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม จึงมักจัดอยู่ในกลุ่มปุ๋ยบำรุงต้นและใบ

เหมาะกับการใช้งานแบบใด?

โดยทั่วไปใช้ในระยะที่พืชต้องการสร้างลำต้น กิ่ง และใบ เช่น

  • พืชผักกินใบ
  • ไม้ประดับใบ
  • ไม้ผลหลังเก็บเกี่ยว
  • ต้นไม้ที่ต้องการฟื้นฟูทรงพุ่ม
  • พืชที่อยู่ในระยะเจริญเติบโตทางลำต้น

ข้อควรระวัง

หากใช้ต่อเนื่องในช่วงที่พืชควรออกดอก อาจทำให้พืชเน้นสร้างใบมากกว่าสร้างดอก โดยเฉพาะเมื่อดินมีไนโตรเจนเพียงพออยู่แล้ว

4. ปุ๋ยสูตร 21-7-14

สูตร 21-7-14 มีไนโตรเจนค่อนข้างสูงและมีโพแทสเซียมมากกว่าฟอสฟอรัส มักใช้เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตควบคู่กับการเพิ่มความแข็งแรงของต้น

เหมาะกับการใช้งานแบบใด?

อาจใช้กับ

  • ไม้ผลระยะสร้างทรงพุ่ม
  • พืชที่ต้องการฟื้นต้นหลังเก็บเกี่ยว
  • พืชที่ต้องการทั้งใบและความแข็งแรง
  • พืชยืนต้นในช่วงเจริญเติบโต

สูตรนี้ไม่ควรนำไปใช้แทนสูตรเฉพาะสำหรับทุกพืช เพราะความเหมาะสมยังขึ้นกับดินและระยะการเจริญเติบโต

5. ปุ๋ยสูตร 8-24-24

ปุ๋ยสูตร 8-24-24 มีฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมสูงกว่าไนโตรเจน จึงมักถูกจัดอยู่ในกลุ่มปุ๋ยที่ใช้ในช่วงเตรียมออกดอกหรือบำรุงระบบรากและการสะสมอาหาร

เหมาะกับการใช้งานแบบใด?

โดยทั่วไปมักใช้กับ

  • ไม้ผลก่อนออกดอก
  • ไม้ดอก
  • พืชที่ต้องการลดการแตกใบอ่อนในช่วงเตรียมดอก
  • พืชที่ต้องการฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมเพิ่มเติม

ข้อควรระวัง

การใช้สูตรนี้ไม่ได้รับประกันว่าพืชจะออกดอกทันที เพราะการออกดอกยังขึ้นกับพันธุ์ อายุ แสง น้ำ อุณหภูมิ ความสมบูรณ์ของต้น และสมดุลธาตุอาหาร

หากต้นพืชยังอ่อนแอ ขาดน้ำ หรือระบบรากมีปัญหา การใส่ปุ๋ยเร่งดอกอาจไม่ช่วยแก้ปัญหา

6. ปุ๋ยสูตร 12-24-12

สูตร 12-24-12 มีฟอสฟอรัสสูงกว่าไนโตรเจนและโพแทสเซียม จึงมักใช้ในระยะที่ต้องการส่งเสริมรากหรือการตั้งตัวของพืช

เหมาะกับการใช้งานแบบใด?

พบการใช้ในกรณี เช่น

  • รองพื้นก่อนปลูกตามคำแนะนำเฉพาะพืช
  • ส่งเสริมการตั้งตัวของต้นกล้า
  • ช่วงย้ายปลูก
  • พืชที่ผลวิเคราะห์ดินระบุว่าขาดฟอสฟอรัส

ข้อควรระวัง

ไม่ควรวางปุ๋ยเข้มข้นให้สัมผัสรากโดยตรง เพราะอาจทำให้รากอ่อนเสียหายได้ และไม่ควรใช้โดยคาดหวังว่าฟอสฟอรัสสูงจะเร่งรากได้ในทุกสภาพดิน

7. ปุ๋ยสูตร 13-13-21

สูตร 13-13-21 มีโพแทสเซียมสูงกว่าไนโตรเจนและฟอสฟอรัส จึงมักนำมาใช้ในระยะที่พืชเริ่มสร้างผลหรือเพิ่มคุณภาพผลผลิต

เหมาะกับการใช้งานแบบใด?

มักใช้กับ

  • ไม้ผลในช่วงพัฒนาผล
  • พืชหัว
  • พืชที่ต้องการเพิ่มความแข็งแรง
  • พืชที่ต้องการโพแทสเซียมมากขึ้น

ข้อควรระวัง

ควรประเมินปริมาณโพแทสเซียมในดินก่อนใช้ต่อเนื่อง เพราะการให้โพแทสเซียมมากเกินไปอาจทำให้สมดุลของแคลเซียมหรือแมกนีเซียมเปลี่ยนแปลงได้

8. ปุ๋ยสูตร 14-14-21

สูตร 14-14-21 มีโพแทสเซียมสูงเช่นเดียวกับ 13-13-21 แต่มีไนโตรเจนและฟอสฟอรัสเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

เหมาะกับการใช้งานแบบใด?

โดยทั่วไปอาจใช้ในช่วง

  • พัฒนาผล
  • เพิ่มขนาดและคุณภาพผล
  • บำรุงไม้ผลที่ยังต้องการไนโตรเจนบางส่วน
  • บำรุงพืชก่อนเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวตามคำแนะนำเฉพาะชนิดพืช

9. ปุ๋ยสูตร 15-5-20

สูตร 15-5-20 มีโพแทสเซียมสูงกว่าไนโตรเจน และมีฟอสฟอรัสในสัดส่วนต่ำกว่า

เหมาะกับการใช้งานแบบใด?

อาจใช้กับพืชที่ต้องการไนโตรเจนสำหรับรักษาความสมบูรณ์ของต้น พร้อมกับโพแทสเซียมเพื่อพัฒนาคุณภาพผลผลิต เช่น

  • ไม้ผลในช่วงขยายผล
  • พืชผักให้ผล
  • พืชที่ดินมีฟอสฟอรัสเพียงพออยู่แล้ว

สูตรลักษณะนี้อาจเหมาะกว่าสูตรเสมอในพื้นที่ซึ่งมีฟอสฟอรัสสะสมสูง แต่ควรยืนยันด้วยผลวิเคราะห์ดิน

10. ปุ๋ยสูตร 0-0-60

ปุ๋ยสูตร 0-0-60 เป็นแม่ปุ๋ยที่ให้โพแทสเซียมสูง ไม่มีไนโตรเจนและฟอสฟอรัส

เหมาะกับการใช้งานแบบใด?

มักใช้เป็นวัตถุดิบในการผสมปุ๋ย หรือใช้เพื่อเสริมโพแทสเซียมตามคำแนะนำเฉพาะพืช เช่น

  • พืชที่มีความต้องการโพแทสเซียมสูง
  • พืชในระยะพัฒนาหัวหรือผล
  • ดินที่ตรวจพบว่ามีโพแทสเซียมต่ำ
  • การผสมปุ๋ยใช้เองตามค่าวิเคราะห์ดิน

ข้อควรระวัง

ไม่ควรใช้แทนปุ๋ยครบสูตร เพราะไม่มีไนโตรเจนและฟอสฟอรัส และต้องระวังอัตราการใช้เนื่องจากมีความเข้มข้นสูง

11. ปุ๋ยสูตร 46-0-0

ปุ๋ยสูตร 46-0-0 หรือยูเรีย เป็นแม่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนเข้มข้นสูง

เหมาะกับการใช้งานแบบใด?

มักใช้เพื่อเสริมไนโตรเจนให้กับ

  • พืชผักกินใบ
  • พืชไร่
  • ไม้ผลช่วงฟื้นต้น
  • พืชที่ตรวจพบว่าขาดไนโตรเจน
  • การผสมปุ๋ยตามสูตรที่คำนวณไว้

ข้อควรระวัง

ไม่ควรใส่ยูเรียมากเกินไปหรือกองชิดโคนต้น เพราะอาจทำให้พืชเสียหายและเกิดการสูญเสียไนโตรเจนได้

ควรใส่ในช่วงที่ดินมีความชื้นเหมาะสมและกลบหรือจัดการตามคำแนะนำของพืชแต่ละชนิด เพื่อลดการสูญเสียธาตุอาหาร

12. ปุ๋ยสูตร 18-46-0

สูตร 18-46-0 เป็นแม่ปุ๋ยที่ให้ทั้งไนโตรเจนและฟอสฟอรัส แต่ไม่มีโพแทสเซียม

เหมาะกับการใช้งานแบบใด?

มักใช้ในการผสมปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือใช้กับพืชที่ต้องการฟอสฟอรัสในช่วงเริ่มต้น ตามคำแนะนำเฉพาะชนิดพืช

กรมส่งเสริมการเกษตรยกตัวอย่างแม่ปุ๋ย 18-46-0, 46-0-0 และ 0-0-60 สำหรับการผสมปุ๋ยให้ได้สัดส่วนธาตุอาหารตามที่ต้องการ

ข้อควรระวัง

สูตรนี้ไม่มีโพแทสเซียม จึงไม่ใช่ปุ๋ยครบสูตร และไม่ควรใช้โดยไม่พิจารณาธาตุอาหารอื่นที่พืชต้องการ

เลือกสูตรปุ๋ยตามระยะการเจริญเติบโตอย่างไร?

ระยะต้นกล้าและสร้างราก

พืชในระยะต้นกล้าต้องการธาตุอาหารในปริมาณพอเหมาะ รากยังอ่อนและไวต่อความเข้มข้นของปุ๋ย

ควรเน้น

  • ดินหรือวัสดุปลูกที่ระบายน้ำดี
  • ปุ๋ยในอัตราต่ำ
  • ฟอสฟอรัสตามความจำเป็น
  • ไม่วางปุ๋ยเข้มข้นให้สัมผัสราก
  • รักษาความชื้นให้เหมาะสม

ไม่ควรเร่งปุ๋ยทันทีหลังเพาะเมล็ด หากต้นกล้ายังใช้ธาตุอาหารจากเมล็ดหรือวัสดุเพาะได้เพียงพอ

ระยะเร่งต้นและใบ

ช่วงนี้พืชต้องการไนโตรเจนเพื่อสร้างลำต้นและใบ แต่ยังต้องได้รับฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และธาตุอื่นอย่างสมดุล

สูตรที่มักพบการใช้ ได้แก่

  • 25-7-7
  • 21-7-14
  • 15-15-15
  • 16-16-16

การเลือกสูตรควรดูว่าต้องการเร่งใบจริงหรือไม่ เพราะพืชที่ได้รับไนโตรเจนมากเกินอาจมีใบดกแต่ไม่แข็งแรงหรือออกดอกช้า

ระยะเตรียมออกดอก

ระยะนี้ควรหลีกเลี่ยงการให้ไนโตรเจนสูงเกินความจำเป็น และพิจารณาฟอสฟอรัสกับโพแทสเซียมตามความต้องการของพืช

สูตรที่พบการใช้ ได้แก่

  • 8-24-24
  • 12-24-12
  • สูตรที่มีไนโตรเจนต่ำกว่าฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม

อย่างไรก็ตาม ปุ๋ยเป็นเพียงปัจจัยหนึ่ง การออกดอกยังขึ้นกับความพร้อมของต้น น้ำ แสง อุณหภูมิ และการจัดการเฉพาะพืช

ระยะติดผลและขยายผล

ช่วงนี้พืชมักต้องการโพแทสเซียมมากขึ้น เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนย้ายอาหารและการพัฒนาผล

สูตรที่พบการใช้ ได้แก่

  • 13-13-21
  • 14-14-21
  • 15-5-20
  • สูตรโพแทสเซียมสูงอื่นตามคำแนะนำเฉพาะพืช

ไม่ควรงดไนโตรเจนทั้งหมดโดยอัตโนมัติ เพราะต้นยังต้องรักษาใบเพื่อสังเคราะห์แสง แต่ควรควบคุมให้อยู่ในระดับเหมาะสม

ระยะหลังเก็บเกี่ยว

ไม้ผลหลังเก็บเกี่ยวอาจสูญเสียธาตุอาหารไปกับผลผลิตและการตัดแต่งกิ่ง จึงต้องฟื้นฟูต้นและสร้างใบชุดใหม่

อาจเลือกใช้

  • สูตรเสมอ
  • สูตรไนโตรเจนสูงในระดับเหมาะสม
  • ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ
  • ธาตุอาหารตามผลวิเคราะห์ดินและใบ

ตารางเลือกสูตรปุ๋ยเบื้องต้น

เป้าหมายการบำรุงลักษณะสูตรที่พิจารณาตัวอย่างสูตรที่พบทั่วไป
บำรุงทั่วไปN-P-K ใกล้เคียงกัน15-15-15, 16-16-16
เร่งต้นและใบตัวหน้า N สูง25-7-7, 21-7-14
ส่งเสริมรากตัวกลาง P สูงตามความจำเป็น12-24-12, 18-46-0
เตรียมออกดอกN ต่ำกว่า P และ K8-24-24
พัฒนาผลตัวท้าย K สูง13-13-21, 14-14-21, 15-5-20
เสริมไนโตรเจนมี N สูง ไม่มี P และ K46-0-0
เสริมโพแทสเซียมมี K สูง ไม่มี N และ P0-0-60
ผสมปุ๋ยตามสั่งใช้แม่ปุ๋ยหลายสูตรร่วมกัน46-0-0, 18-46-0, 0-0-60

ตารางนี้เป็นเพียงแนวทางทำความเข้าใจสัดส่วนปุ๋ย ไม่ใช่อัตราแนะนำสำหรับพืชทุกชนิด

วิธีเลือกสูตรปุ๋ยให้เหมาะกับพืช

1. ดูชนิดพืช

พืชแต่ละชนิดมีความต้องการธาตุอาหารต่างกัน เช่น

  • ผักกินใบมักต้องการไนโตรเจนมากในช่วงสร้างใบ
  • พืชหัวอาจต้องการโพแทสเซียมมากในช่วงสร้างหัว
  • ไม้ผลต้องปรับสูตรตามช่วงฟื้นต้น ออกดอก และพัฒนาผล
  • พืชตระกูลถั่วบางชนิดสามารถได้รับไนโตรเจนส่วนหนึ่งจากการตรึงไนโตรเจน
  • ไม้ประดับใบกับไม้ดอกมีเป้าหมายการบำรุงต่างกัน

จึงไม่ควรเลือกสูตรจากชื่อทางการค้าเพียงอย่างเดียว

2. ดูระยะการเจริญเติบโต

ต้นกล้า ต้นกำลังสร้างใบ ต้นเตรียมออกดอก และต้นที่กำลังติดผล ต้องการธาตุอาหารในสัดส่วนต่างกัน

การใช้สูตรเดิมตั้งแต่ปลูกจนเก็บเกี่ยวอาจทำให้ธาตุอาหารไม่ตรงกับความต้องการในแต่ละช่วง

3. ตรวจวิเคราะห์ดิน

การวิเคราะห์ดินช่วยบอกว่าดินมีอินทรียวัตถุ ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมอยู่ในระดับใด และช่วยคำนวณคำแนะนำปุ๋ยให้สัมพันธ์กับพืชที่ปลูกได้ กรมพัฒนาที่ดินมีระบบคำนวณสูตรและปริมาณปุ๋ยตามผลวิเคราะห์ดินโดยเฉพาะ

หากดินมีฟอสฟอรัสสูงอยู่แล้ว อาจไม่จำเป็นต้องใช้สูตรที่มีฟอสฟอรัสสูง แม้สูตรนั้นจะได้รับความนิยมในพืชชนิดเดียวกันก็ตาม

4. ตรวจวิเคราะห์ใบในพืชยืนต้น

สำหรับไม้ผล ปาล์มน้ำมัน หรือพืชยืนต้น การวิเคราะห์ใบสามารถช่วยประเมินว่าต้นได้รับและสะสมธาตุอาหารในระดับใด

ควรเก็บใบตามตำแหน่งและช่วงเวลาที่กำหนดสำหรับพืชแต่ละชนิด เพราะการเก็บใบแบบสุ่มอาจทำให้ผลวิเคราะห์คลาดเคลื่อน

5. ดูสภาพน้ำและระบบราก

แม้เลือกสูตรถูกต้อง แต่หากดินแห้งจัด น้ำขัง รากเน่า หรือดินแน่น พืชก็อาจดูดปุ๋ยไปใช้ไม่ได้

ก่อนเพิ่มปุ๋ยควรตรวจว่า

  • ดินมีความชื้นเหมาะสมหรือไม่
  • น้ำระบายได้หรือไม่
  • รากแข็งแรงหรือไม่
  • ค่า pH เหมาะสมหรือไม่
  • มีโรครากหรือไม่

6. ดูผลผลิตที่คาดหวัง

พืชที่ให้ผลผลิตสูงย่อมนำธาตุอาหารออกจากแปลงมากกว่าพืชที่ให้ผลผลิตต่ำ แต่ไม่ควรเพิ่มปุ๋ยจากผลผลิตที่คาดหวังเพียงอย่างเดียว

ควรพิจารณาร่วมกับความสามารถของดิน ระบบน้ำ พันธุ์ และสุขภาพของต้นด้วย

7. อ่านฉลากก่อนใช้

ควรตรวจสอบ

  • เลขสูตร N-P-K
  • ธาตุอาหารรองและจุลธาตุ
  • อัตราแนะนำ
  • วิธีใช้
  • ชนิดพืชที่ระบุ
  • คำเตือน
  • เลขทะเบียนปุ๋ย
  • น้ำหนักสุทธิ
  • ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า

ปุ๋ยที่มีเลขสูตรเหมือนกันอาจมีธาตุอาหารรอง รูปแบบเม็ด และคุณสมบัติอื่นแตกต่างกัน จึงควรอ่านฉลากทุกครั้ง

วิธีคำนวณธาตุอาหารจากสูตรปุ๋ย

สมมติว่าใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 จำนวน 20 กิโลกรัม

วิธีคำนวณไนโตรเจนคือ

20 × 15 ÷ 100 = 3 กิโลกรัม

ดังนั้น ปุ๋ย 20 กิโลกรัมจะให้ธาตุอาหารตามฉลาก ได้แก่

  • ไนโตรเจน 3 กิโลกรัม
  • ฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์ 3 กิโลกรัม
  • โพแทชที่ละลายน้ำได้ 3 กิโลกรัม

การคำนวณลักษณะนี้ช่วยเปรียบเทียบสูตรปุ๋ยและราคาต่อหน่วยธาตุอาหารได้แม่นยำกว่าการดูราคาต่อกระสอบเพียงอย่างเดียว

ปุ๋ยผสม ปุ๋ยเชิงประกอบ และแม่ปุ๋ยต่างกันอย่างไร?

ปุ๋ยผสม

เกิดจากการนำปุ๋ยหลายชนิดมาผสมกันให้ได้สัดส่วนธาตุอาหารที่ต้องการ เม็ดปุ๋ยในกระสอบอาจมีลักษณะหรือสีแตกต่างกัน

ปุ๋ยเชิงประกอบ

ธาตุอาหารหลายชนิดถูกรวมอยู่ในเม็ดเดียวกัน ทำให้แต่ละเม็ดมีสัดส่วนธาตุอาหารค่อนข้างสม่ำเสมอ

แม่ปุ๋ย

เป็นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารเข้มข้น ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผสมสูตร เช่น

  • 46-0-0
  • 18-46-0
  • 0-0-60

การผสมปุ๋ยใช้เองสามารถช่วยให้ได้ธาตุอาหารตรงกับคำแนะนำและอาจลดต้นทุน แต่ต้องคำนวณสัดส่วนอย่างถูกต้อง รวมถึงเลือกแม่ปุ๋ยที่สามารถผสมร่วมกันได้อย่างเหมาะสม

หลักการใช้ปุ๋ย 4 ถูก

การใช้ปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพควรยึดหลักสำคัญ ได้แก่

ถูกสูตร

เลือกธาตุอาหารให้ตรงกับความต้องการของพืชและปริมาณที่มีอยู่ในดิน

ถูกอัตรา

ไม่ใส่น้อยจนพืชขาด และไม่ใส่มากจนสิ้นเปลืองหรือเกิดผลเสีย

ถูกเวลา

ใส่ในช่วงที่พืชต้องการและดินมีความชื้นเหมาะสม หลีกเลี่ยงช่วงฝนตกหนักหรือดินแห้งจัด

ถูกวิธี

ใส่ในบริเวณที่รากดูดใช้ได้ ไม่กองชิดโคน และเลือกวิธีใส่ให้เหมาะกับชนิดพืช

กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้เลือกชนิด ปริมาณ ช่วงเวลา และวิธีใส่ปุ๋ยให้สอดคล้องกับความต้องการของพืชและสมบัติของดิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

สูตรปุ๋ยสูงไม่ได้แปลว่าดีกว่าเสมอไป

ปุ๋ยสูตรตัวเลขสูงมีความเข้มข้นของธาตุอาหารมากกว่า แต่ต้องใช้อัตราที่เหมาะสม

ตัวอย่างเช่น การเปรียบเทียบ 15-15-15 กับ 16-16-16 ควรดูจำนวนธาตุอาหารจริงที่ต้องการ ไม่ควรสรุปว่า 16-16-16 ดีกว่าเพียงเพราะตัวเลขสูงกว่า

หากใส่ปุ๋ยเข้มข้นสูงในปริมาณมากเกินไป อาจเกิดปัญหา เช่น

  • รากเสียหาย
  • ใบไหม้
  • ความเค็มสะสมในดิน
  • พืชดูดน้ำได้ยาก
  • ธาตุอาหารเสียสมดุล
  • ต้นทุนสูงโดยไม่เพิ่มผลผลิต
  • ธาตุอาหารถูกชะล้างลงแหล่งน้ำ

แนวทางจัดการธาตุอาหารที่ดีจึงควรคำนึงถึงความสมดุล ประสิทธิภาพ เป้าหมายผลผลิต และความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่พิจารณาเพียงระดับธาตุอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง

ปุ๋ยอินทรีย์ใช้แทนปุ๋ยเคมีได้หรือไม่?

ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และมูลไส้เดือน มีประโยชน์ต่อการเพิ่มอินทรียวัตถุ ปรับโครงสร้างดิน และส่งเสริมกิจกรรมของสิ่งมีชีวิตในดิน

อย่างไรก็ตาม ปริมาณและอัตราการปลดปล่อยธาตุอาหารของปุ๋ยอินทรีย์อาจไม่แน่นอนเท่าปุ๋ยเคมี และอาจไม่เพียงพอกับพืชที่ให้ผลผลิตสูง หากใช้เพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการวางแผน

แนวทางที่เหมาะสมอาจเป็นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อดูแลทั้งความอุดมสมบูรณ์ของดินและความต้องการธาตุอาหารของพืช การจัดการธาตุอาหารแบบผสมผสานเป็นแนวทางที่มุ่งใช้ทั้งแหล่งธาตุอาหารอินทรีย์และแร่ธาตุอย่างสมดุลและเหมาะกับพื้นที่

อาการที่อาจบอกว่าเลือกสูตรปุ๋ยไม่เหมาะสม

สัญญาณที่ควรตรวจสอบ ได้แก่

  • ใบดกมากแต่ไม่ออกดอก
  • ใบเหลืองแม้ใส่ปุ๋ยเป็นประจำ
  • ต้นโตช้า
  • รากไม่แข็งแรง
  • ดอกหลุดร่วง
  • ผลมีขนาดเล็ก
  • ขอบใบไหม้
  • ใบอ่อนผิดรูป
  • ดินมีคราบเกลือ
  • ผลผลิตไม่เพิ่มทั้งที่ใส่ปุ๋ยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากสูตรปุ๋ยเพียงอย่างเดียว อาจเกี่ยวข้องกับน้ำ ค่า pH โรค แมลง รากเสียหาย หรือสภาพอากาศ จึงไม่ควรแก้ด้วยการเปลี่ยนสูตรหรือเพิ่มปุ๋ยทันที

ข้อผิดพลาดในการเลือกใช้สูตรปุ๋ย

เลือกตามคำว่าเร่งใบหรือเร่งดอกเพียงอย่างเดียว

คำโฆษณาช่วยบอกวัตถุประสงค์โดยรวม แต่ควรตรวจเลขสูตรและธาตุอาหารบนฉลากด้วย

ใช้สูตรเดียวตลอดทุกระยะ

ความต้องการธาตุอาหารเปลี่ยนไปตามอายุและระยะการเจริญเติบโตของพืช

ใส่ตามสวนข้างเคียง

แม้ปลูกพืชชนิดเดียวกัน แต่ชนิดดิน ประวัติการใส่ปุ๋ย ปริมาณน้ำ และผลผลิตอาจแตกต่างกัน

ใส่ปุ๋ยเพิ่มเมื่อเห็นใบเหลือง

ใบเหลืองอาจเกิดจากขาดน้ำ น้ำขัง รากเน่า โรค หรือค่า pH ไม่เหมาะสม ไม่ได้หมายถึงขาดไนโตรเจนเสมอไป

ผสมปุ๋ยหลายชนิดโดยไม่คำนวณ

อาจทำให้ได้ธาตุอาหารไม่ตรงตามต้องการหรือใส่บางธาตุมากเกินไป

ใส่ปุ๋ยตอนดินแห้งจัด

ปุ๋ยไม่สามารถละลายและเคลื่อนที่ไปสู่รากได้ดี และความเข้มข้นบริเวณรากอาจสูงเกินไป

ใส่ก่อนฝนตกหนัก

ธาตุอาหารอาจถูกชะล้างก่อนที่พืชจะดูดไปใช้

เช็กลิสต์ก่อนซื้อปุ๋ย

ก่อนเลือกสูตรปุ๋ย ควรตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้

  • ปลูกพืชอะไร
  • พืชมีอายุเท่าใด
  • อยู่ในระยะสร้างใบ ออกดอก หรือติดผล
  • ดินมีค่า pH เท่าใด
  • เคยตรวจวิเคราะห์ดินหรือไม่
  • ปุ๋ยครั้งก่อนใช้สูตรอะไรและใส่เมื่อใด
  • ต้นมีอาการขาดธาตุอาหารจริงหรือไม่
  • ระบบรากแข็งแรงหรือไม่
  • ดินมีความชื้นเพียงพอหรือไม่
  • ควรใช้ปุ๋ยกี่กิโลกรัมต่อไร่หรือต่อต้น
  • สูตรที่เลือกมีธาตุอาหารรองหรือไม่
  • ปุ๋ยมีเลขทะเบียนและฉลากชัดเจนหรือไม่
  • ราคาต่อหน่วยธาตุอาหารคุ้มค่าหรือไม่

หากยังตอบไม่ได้หลายข้อ ควรตรวจสภาพดินและพืชเพิ่มเติมก่อนซื้อปุ๋ยจำนวนมาก

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสูตรปุ๋ย

สูตรปุ๋ยไหนดีที่สุด?

ไม่มีสูตรใดดีที่สุดสำหรับทุกพืช สูตรที่เหมาะสมคือสูตรที่ให้ธาตุอาหารตรงกับความต้องการของพืชและชดเชยธาตุที่ดินมีไม่เพียงพอ

ปุ๋ยสูตรเสมอใช้กับพืชทุกชนิดได้หรือไม่?

ใช้บำรุงทั่วไปได้ในบางกรณี แต่ไม่ควรใช้เป็นสูตรหลักกับทุกพืชและทุกระยะโดยไม่ตรวจดิน

ปุ๋ยตัวหน้าสูงช่วยเร่งใบจริงหรือไม่?

ไนโตรเจนมีบทบาทต่อการสร้างใบและลำต้น แต่ผลลัพธ์ขึ้นกับน้ำ แสง ราก และธาตุอาหารอื่นด้วย

ปุ๋ยตัวกลางสูงช่วยเร่งรากหรือไม่?

ฟอสฟอรัสเกี่ยวข้องกับการเจริญของราก แต่จะเกิดประโยชน์เมื่อดินมีฟอสฟอรัสไม่เพียงพอและค่า pH เอื้อต่อการดูดใช้

ปุ๋ยตัวท้ายสูงช่วยให้ผลหวานหรือไม่?

โพแทสเซียมเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายน้ำตาลและคุณภาพผล แต่ความหวานยังขึ้นกับพันธุ์ แสง น้ำ อายุผล ปริมาณใบ และการจัดการอื่น ๆ

ผสมปุ๋ยใช้เองได้หรือไม่?

ทำได้เมื่อมีสูตรคำนวณที่ชัดเจน ใช้แม่ปุ๋ยเหมาะสม และผสมอย่างสม่ำเสมอ หากคำนวณผิดอาจทำให้พืชได้รับธาตุอาหารไม่ตรงตามความต้องการ

สรุป

สูตรปุ๋ยคือตัวเลขที่แสดงสัดส่วนธาตุอาหารหลักตามลำดับไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม หรือ N-P-K

สูตรที่นิยมใช้มีทั้งสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 และ 16-16-16 สูตรไนโตรเจนสูงสำหรับบำรุงต้นและใบ สูตรฟอสฟอรัสสูงสำหรับระยะที่ต้องการส่งเสริมรากหรือเตรียมดอก และสูตรโพแทสเซียมสูงสำหรับช่วงพัฒนาผลผลิต

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเลือกปุ๋ยจากความนิยมของสูตรเพียงอย่างเดียว เพราะพืชแต่ละชนิด แต่ละระยะ และแต่ละพื้นที่ต้องการธาตุอาหารไม่เท่ากัน

วิธีเลือกใช้ที่แม่นยำที่สุดคือพิจารณาชนิดพืช ระยะการเจริญเติบโต สภาพน้ำ ระบบราก ผลผลิตที่ต้องการ และผลวิเคราะห์ดินร่วมกัน จากนั้นจึงเลือกสูตร อัตรา เวลา และวิธีใส่ให้เหมาะสม

การใช้ปุ๋ยตรงตามความต้องการจะช่วยลดต้นทุน ลดการสะสมธาตุอาหารเกินจำเป็น และเพิ่มโอกาสให้พืชเจริญเติบโตและให้ผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

ติดต่อเรา

  • ที่อยู่: หมู่ที่ 1 ถนนบ้านเนินเขา-บ้านพรุ ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110
  • Facebook: Yodbai – ยอดใบ
  • LINE: @yodbai
  • เว็บไซต์: www.yodbai.com
  • แผนที่: Yodbai
หมวดหมู่ : ทั่วไป

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดอกไม้
เจ้าของสวนปาล์มน้ำมันจำนวนมากในภาคใต้ เช่น สุราษฎร์ธานี กระบี่ ชุมพร นครศรีธรรมราช และตรัง กำลังเจอป...
ดอกไม้
เจ้าของสวนปาล์มน้ำมันในภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นสุราษฎร์ธานี กระบี่ ชุมพร นครศรีธรรมราช หรือแม้แต่ตรัง หลา...
ดอกไม้
เกษตรกรจำนวนมาก ไม่ว่าจะปลูกผัก ไม้ผล ไม้ดอก หรือพืชเศรษฐกิจ กำลังเจอปัญหาเดียวกันคือ👉 “ใส่ปุ๋ยเพิ่ม...
ดอกไม้
เจ้าของสวนปาล์มน้ำมันจำนวนมากในภาคใต้ เช่น สุราษฎร์ธานี กระบี่ ชุมพร และนครศรีธรรมราช มักเจอปัญหา:👉 ...
ดอกไม้
การทำสวนปาล์มน้ำมันให้ได้ผลผลิตสูง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใส่ปุ๋ยจำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการจ...
ดอกไม้
หลายสวนปาล์มในภาคใต้เจอปัญหาเดียวกันคือ 👉 “ต้นยังอยู่ดี แต่ผลผลิตลดลงเรื่อยๆ” สาเหตุหลักที่ถูกมองข้า...
ดอกไม้
คำถามยอดฮิตของเจ้าของสวนปาล์มคือ👉 “ควรจ้างทีมดูแล หรือทำเองดีกว่า?” คำตอบคือ “ขึ้นอยู่กับต้นทุน เวลา...
พีทมอส (Peat Moss)
โรคใบจุดเป็นหนึ่งในโรคพืชที่พบได้บ่อยในพืชผัก ไม้ดอก และไม้ผล หากปล่อยไว้โดยไม่จัดการ อาจทำให้ใบเสีย...

Yodbai ให้บริการดูแลสวนครบวงจร

พร้อมสารปรับปรุงดินและสารอาหารพืชคุณภาพ

ดูแลสวนปาล์มน้ำมัน สวนผลไม้ และพื้นที่เกษตร เพื่อฟื้นฟูดิน เพิ่มผลผลิต และเติบโตอย่างยั่งยืน

บริการของเรา

ติดต่อเรา

ให้บริการในภาคใต้เป็นหลัก ได้แก่ สงขลา หาดใหญ่ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี กระบี่ และพื้นที่ใกล้เคียง